ขออภัยด้วยครับ

posted on 10 Dec 2011 12:50 by ccknovel  in Blogmaster
   ตอนที่เอา Epic of Lunia ขึ้น เกิดเหตุขัดข้องหลายอย่าง แก้ใหม่ไปประมาณสองรอบ แต่พอกลับมาดูอีกทีก็ผิดอีกละ ต้องขออภัยจริง ๆ นะครับ แต่ตอนนี้น่าจะโอเคแล้ว

Epic of Lunia(ชื่อชั่วคราว)

posted on 08 Dec 2011 19:36 by ccknovel  in CCKNovel

บทนำ: จันทราสิ้นแสง

       เสียงระฆังจากโบสถ์พระราชวังดังกังวาลทั่วเมืองรอบวัง เหล่าประชาชนออกมาจากบ้านเรือนพากันหันหน้าไปทางเขตพระราชวังอาเรนเบิร์กอันเป็นที่พำนักของเหล่าชนชั้นสูงแห่งอาณาจักรลูเนียเฮมเสียงก้องกังวาลแต่ละครั้งดังสะท้อนอยู่ในหูของทุกผู้คน หลายคนหมดเรี่ยวแรงทรุดลงกับพื้น เสียงร้องไห้ดังระงมไปทั่วทั้งเมือง นี่คือเสียงระฆังแจ้งข่าวการสวรรคตของพระเจ้าลูเซียล่าที่ 3 พระราชาผู้เป็นที่เคารพรักของประชาชนทุกผู้ในราชอาณาจักรลูเนียเฮม ดวงอาทิตย์ลับขอบฟ้า ม่านสนธยาครอบคลุมทั่วผืนนภา ตลอดช่วงเวลาที่ระฆังดังคล้ายเวลาของทั้งเมืองหยุดนิ่ง สิ้นเสียงระฆังสุดท้าย นอกจากเสียงร้องไห้ทุกอย่างล้วนเงียบกริบทุกสิ่งหยุดนิ่ง เทียบกับช่วงก่อนระฆังดัง บัดนี้ทั่วทั้งเมืองกลับกลายเป็นแดนมิคสัญญี บรรยากาศโศกสลดปกคลุมจนมิอาจบรรยายได้

       อีกชั่วครู่หนึ่ง เสียงเปิดประตูรั้วพระราชวังทั้งสี่ด้านก้ดังขึ้น เสียงควบม้าทำลายความเงียบ เมื่อครู่จนหมดสิ้นทหารม้ากองใหญ่ควบขับออกมาถนนซึ่งทอดสู่เมืองรอบวัง เพื่อออกมาติดประกาศยังกระดานข่าวทั่วเมือง ชาวบ้านที่ยืนอยู่ก่อนแล้วต่างพากันมามุงดู มันคือประกาศแจ้งกำหนดการณ์พระราชพิธีศพที่ให้ชาวบ้านมาร่วมไว้อาลัยตามถนนของเมืองรอบวังชั้นใน ซึ่งจะจัดขึ้นในอีกสองวันข้างหน้า แม้หลายคนจะไม่อยากเชื่อ แต่นี่คือเรื่องจริง พระราชาผู้ยิ่งใหญ่ได้สิ้นบุญลงแล้ว

       บรรยากาศภายในเขตพระราชวังหนักหน่วงยิ่งกว่าข้างนอกมากมายนัก ทั้งนางใน ข้ารับใช้ต่างยุ่งอยู่กับพระราชพิธีศพที่จัดอย่างเร่งด่วน แต่ทว่าไม่มีบรรยากาศแข็งขัน ไม่มีแม้แต่ความกระตือรือร้นทุกคนมีสีหน้าเศร้าสร้อย เหล่าหญิงรับใช้แทบทุกคน น้ำตายังเอ่อนองอยู่บนใบหน้า เหล่าข้ารับใช้ทำงานด้วย ใบหน้าเลื่อนลอย

       ณ ชั้นบนสุดอาคารหลักพระราชถาน พระราชวังอาเรนเบิร์ก ห้องประทับของพระราชา และพระราชินี แห่งอาณาจักรลูเนียเฮม พระราชินีโซเทียร่านั่งอยู่ข้างเตียงสี่เสาขนาดใหญ่ที่บนนั้นมีร่างไร้วิญญาณของพระราชาลูเซียล่าที่ 3 นอนอยู่อย่างสงบ

"ดูสิ ยังดูหลับสบายเหมือนเมื่อก่อนไม่มีผิด ไม่คิดเลยว่าจะจากไปเร็วขนาดนี้"

พระราชินีลูบใบหน้าของพระราชาอย่างแผ่วเบา

"มานี่ซิ แซนดร้า"

พระราชินีเรียกหญิงรับใช้ที่ยืนอยู่อีกมุมของเตียง ในอ้อมอกของเธออุ้มทารกตัวน้อยไว้ พระราชินีรับทารกจากหญิงรับใช้ แล้วนั่งลงบนเตียงข้างๆ กายพระราชา

"ลูเซียส บุตรของเราคนนี้จะต้องเติบโตขึ่นอย่างเข้มแข็ง ไม่แพ้ท่านแน่นอน ฉะนั้นจากไปอย่างสบายใจเถิด และตัวของ

เราเองก็จะไม่ทิ้งโอกาสที่ท่านมอบให้มา เราจะต้องอยู่รอดออกไปให้จงได้"

พระราชินีมองหน้าของทั้งทารกน้อยและพระราชาอยู่พักหนึ่งน้ำตาก็เอ่อขึ้นมา เธอใช้แขนเสื้อปาดน้ำตา และหันไปสั่งการชายที่ยืนข้างประตู

"เซอร์เลโอ เจ้าจงไปเรียกดยุคอานูเรีย และดยุคคาซันเดรีย มาตามที่เราเคยบอกไปด้วย"

"พะย่ะค่ะ"

เขาขานรับและเดินออกจากห้องไป พระราชินีเดินไปยังหน้าต่างบานใหญ่ เธอมองออกไปนอกหน้าต่างบัดนี้ ล่วงเลยจากเวลาที่ระฆังดังมาสองชั่วโมง ท้องฟ้ายามรัตติกาลมีดวงดาวอยู่พร่างพราย เมืองรอบวังเบื้องล่างที่เคยคึกคักแม้แต่เวลากลางคืน ตอนนี้กลับเงียบเหงามีเพียงแสงไฟจากบ้านเรือนให้เห็นอยู่ประปราย พระจันทร์เสี้ยวส่องตระหง่านกลางท้องฟ้า สาดแสงส่องเข้ามายังตราประจำราชวงศ์ขนาดใหญ่ที่เหนือหัวเตียงพระราชา พระราชินีส่งสายตาทอดถอนไปยังดวงจันทร์

"แสงจันทราที่ส่องแสงให้ชีวิตชีวากับดินแดนแห่งนี้มาเนิ่นนานกลับมืดดับลงเสียแล้ว ยามราตรีที่ไร้แสงจันทร์นับจากนี้ไป

มันจะน่าหวาดกลัวเพียงไร ความมืดสนิทจะครอบคลุมทั่วผืนฟ้า ดวงดาราทั้งหลายอาจถูกกลืน ดวงชีวิตนับหลายหมื่นอาจมอดมลายหายไป เรามิอาจจะจินตนาการอนาคตนี้ได้เลย"พระราชินีรำพึงรำพันกับแสงจันทร์เจิดจ้า สายตาทอดไปสุดขอบฟ้า

       ราชอาณาจักรลุเนียเฮม เป็นชาติรัฐผู้นำของกลุ่มหมาพันธรัฐแกรนด์ลูเนี่ยน ซึ่งมีอาณาเขตครอบคลุมภูมิภาคดราเกโฮเดต ทวีปพลาเทเรีย สมาพันธ์แกรนด์ลูเนี่ยนได้สถาปนามาได้กว่าหนึ่งศตวรรษ โดยมีราชอาณาจักรลูเนียเฮมซึ่งใหญ่ที่สุดในสมาพันธ์เป็นรัฐผู้นำมาโดยตลอด ราชอาณาจักรแห่งนี้มีราชวงศ์ลูเซ็นเทียเป็นผู้ปกครองมาตั้งแต่ก่อตั้งประเทศ

       ในดินแดนแห่งนี้นับแต่โบราณกาล ต่างเชื่อในพลังอำนาจแห่งดวงจันทร์ และว่ากันว่าในดินแดนลูเนียเฮมเป็นดินแดนที่ดวงจันทร์ส่องสว่างที่สุด การปกครองจึงถือเป็นแบบเทวกษัตริย์เรื่อยมา โดยที่เชื่อกันว่ากษัตริย์แห่งราชวงศ์ลูเซ็นเทียทุกพระองค์คือ ทายาทของเทพแห่งดวงจันทร์ ตราประจำราชวงศ์เป็นรูปพระจันทร์เสี้ยวทับดาวแปดแฉก ซึ่งเป็นความหมายแสดงถึงพลังอำนาจแห่งจันทรา พระราชาแห่งราชวงศ์นี้ทุกพระองค์ทรงครองราชด้วยความทรงธรรม ราชบัลลังค์มั่นคงตลอดมาจนถึงเมื่อไม่นานมานี้ ดยุคทันซาโว ได้ขึ้นมามีอำนาจสูงสุดเหนือเหล่าขุนนาง มีกำลังของขุนนางกว่าครึ่งค่อนอยู่ใต้อาณัติค่อย ๆ กัดเซาะอำนาจของพระราชามาจนถึงบัดนี้

       ดยุคทันซาโว มิได้เป็นเชื้อสายของขุนนางหรือราชวงศ์ ที่สืบทอดกันภายในราชสำนัก เดิมเป็นเพียงลอร์ดผู้ครองเมืองท่าเมกัสต้า บริเวณอ่าวอูเดียเซ่ แต่ด้วยคุณที่ลอร์ดทันซาโวได้ทำให้แก่อาณาจักรมากมาย อาทิ การระงับเหตุวุ่นวายในภาคตะวันออกเฉียงเหนือ การยึดสถานีการค้า และเส้นทางการค้า ณ หมู่เกาะบาเซลิส และเมืองท่าเวติก้าคืนจากอาณาจักรลุสโซ บวกกับได้รับการสนับสนุน จากผู้มีสิทธิ์สืบราชบัลลังค์ลำดับที่ 1 พระอนุชาต่างมารดาของพระราชาลูเซียล่าที่ 3 อาร์คดยุคลูคัสซ่าจึงได้รับการอวยยศเรื่อยมาจนถึงระดับดยุคได้ด้วยเวลาเพียงแค่ 20 ปี บัดนี้ ดยุคทันซาโวสามารถสั่งการกองกำลังทหารของอาณาจักรได้กว่าครึ่ง

       พระราชาลูเซียล่าที่ 3 ก็ทรงรู้สึกระแคะระคายกับอำนาจของดยุคทันซาโวมานานแล้ว แต่ก็มิอาจทำอะไรได้เนื่องจากฐานอำนาจของดยุคทันซาโว โดยแท้จริงมาจากประชาชนทางภาคเหนือ กับตะวันออกเฉียงเหนือของประเทศ ดยุคทันซาโวแจกของให้กับคนยากจนในภูมิภาคนี้อย่างสม่ำเสมอ ทำให้ได้รับความนับถืออย่างมาก แน่นอนว่าเหล่าลอร์ดที่เป็นเข้าของพื้นที่แมเนอร์ในภูมิภาคดังกล่าวต่างตกอยู่ใต้อาณัติของดยุคผู้นี้แล้วทั้งสิ้น และยังมีอาร์คดยุคลูคัสซ่าคอยให้ความคุ้มครองตอนนี้จึงกล่าวได้เลยว่าอำนาจของประเทศกว่าครึ่งค่อนเป็นของดยุคทันซาโว บวกกับพระราชาลูเซียล่าที่ 3 ทรงประชวรหนักในช่วง 3-4 ปีที่ผ่านมาจนแทบจะมิได้บริหารราชกิจเอง ความสามารถในการคานอำนาจของขุนนางฝั่งสนับสนุนกษัตริย์ต่างก็ลดลงเรื่อยๆ บางคนก็แปรพักตร์ไปอยู่ฝั่งดยุคทันซาโว และบางส่วนก็อยู่ฝั่งที่เป็นกลางทางอำนาจ ดังนั้น เมื่อบัดนี้พระราชาลูเซียล่าที่ 3 สวรรคต อำนาจทางฝั่งกษัตริย์จึงอยู่ในจุดวิกฤติอย่างแท้จริง

       ในห้องหนังสือแห่งหนึ่งในพระราชวัง ชายสูงศักดิ์ผู้หนึ่งกำลังนั่งจ้องหนังสือเบื้องหน้า ด้วยใบหน้าเลื่อนลอย เสียงหนึ่งดังขึ้นทำลายความเงียบสนิทนี้

"เรียนท่านดยุคคาซันเดรีย"

เสียงนั้นดังมาจากเงามืดระหว่างตู้หนังสือด้านหลังที่ไม่ต้องแสงเทียน

" 'เงาเร้นเดือนหงาย'เองรึ เซอร์เลโอมีธุระอะไรกับข้า"

"พระราชินีทรงมีรับสั่งให้เข้าเฝ้าด่วนขอรับ"

ดยุคคาซันเดรียปิดหนังสือแล้วหันเก้าอี้มาหาเสียงนั้น ชายผู้หนึ่งเดินออกมาจากเงามืดแล้วคุกเข่าทำความเคารพ

"ในวังมีการตรวจตราเข้มงวด มีหูตาของเจ้าทันซาโวอยู่ทุกหนแห่ง แมลงวันซักตัวยังรอดไปไม่ได้ แล้วข้าจะไปได้อย่างไรกันเล่า"

"ปล่อยเป็นหน้าที่ของข้าพเจ้า ข้าพเจ้าจะส่งท่านไปให้ถึงห้องทรงอักษรเลยขอรับ"

ดยุคคาซันเดรียถอนหายใจเฮือกหนึ่ง

"เวทย์เคลื่อนย้ายงั้นรึ เจ้าฟังนะเมื่อไม่นานมานี้เจ้าทันซาโวได้นำชายแปลกหน้าผู้หนึ่งมาจากเมืองซูพีเรียที่ขึ้ชื่อเรื่องการ

พยากรณ์ ถึงแม้มันจะบอกว่านำมาช่วยงานในราชวังก็ตาม แต่ข้าแน่ใจว่ามันผู้นี้ต้องเป็นผู้เชี่ยวชาญการตรวจจับพลังเวทย์ที่มาคอยเฝ้าระวังพวกเราแน่นอน ข้าถึงอยากออกก็ออกไปไม่ได้หรอก"

'เงาเร้นเดือนหงาย'ยืนขึ้น"องค์ราชินีทรงทราบเรื่องนี้แล้วขอรับ ข้าพเจ้าจึงถูกส่งมาเพื่อพาท่านไปพบ"

"เจ้าจะใช้วิธีอะไรงั้นรึ"

"ข้าพเจ้าเป็นผู้ใช้มนต์แรกธรรมชาติในการเคลื่อนย้ายขอรับ"

ดยุคคาซันเดรียทำหน้าตาประหลาดใจ

"งั้นรึ ข้าเคยได้ยินมานานแล้ว ไม่นึกว่าจะมีจริง ถ้าเช่นนั้นข้าขอเวลาไม่นาน"

ดยุคคาซันเดรียเดินไปที่ตู้ใบหนึ่งนำถุงผ้าสีดำทรงยาวเท่าตัวคนมาวางบนเก้าอี้ ภายในพองคล้ายยัดนุ่น ดยุคคาซันเดรียจับด้านข้างของถุงผ้าทั้งสองข้าง ทันใดนั้น อักษรเวทย์สีเรืองรอง ก็วิ่งทั่วถุงผ้า ไม่นานก็เป้นร่างของดยุคคาซันเดรียนั่งอยู่ในท่าอ่านหนังสือเมื่อครู่

"ไม่ต้องห่วงไป นี่เป็นเพียงการกระตุ้นการทำงานของอุปกรณ์เวทย์มนตืไม่มีปฏิกิริยาพลังเวทย์ออกสู่ภายนอก เอ้า!ไปกันได้แล้ว"

ดยุคคาซันเดรียเดินไปหา'เงาเร้นเดือนหงาย''เงาเร้นเดือนหงาย'ผายมือออกไปทางกำแพง ไม่นานก็เกิดวงรีสีดำมืดเท่าตัวคน คล้ายกับเป็นเงาทาบกำแพงอยู่

"เชิญขอรับ"

ดยุคคาซันเดรียเดินเข้าไป ภายในคล้ายอุโมงค์สั้นๆ มีแสงส่องที่ปลายทาง เมื่อดยุคคาซันเดรียออกไป แสงนั้นก็คือแชนเดอเรียในห้องทรงอักษรอีกฟากของโต๊ะยาวองค์ราชินีทรงนั่งรออยู่ก่อนแล้ว

"ท่านใช้หุ่นอาคมแล้วรึ ช่างตรงใจเรานัก มาทางนี้สิ เพียงรอดยุคอานูเรียเท่านั้น"

พระราชินีเอ่ยชม

"ชมเกินไปแล้วพะย่ะค่ะ"

ดยุคคาซันเดรียเดินไปถึงเก้าอี้ด้านขวาของพระราชินี

"รู้สึกว่าจะมาถึงแล้วนะ"

เมื่อสิ้นเสียงพระราชินี วงเวทย์เคลื่อนย้ายก็ปรากฎที่กำแพงอีกฟาก มีชายสองคนเดินออกมา

"ดยุคอานูเรีย ท่านไม่ระวังตัวเลยงั้นรึ ถ้าเจ้าทันซาโวจับได้จะทำอย่างไรกัน"

ดยุคคาซันเดรียตำหนิชายผู้ออกมาจากวงเวทย์คนแรก

ก่อนที่ดยุคอานุเรียจะเปิดปากเพื่อตอบโต้พระราชินีทรงตรัสตัดหน้า

"ท่านทั้งสองนั่งลงก่อนเถิด เราเป็นคนสั่งเรื่องนี้เอง"

พระราชินีทำมือให้ทั้งสองนั่งลง

"ต่อจากบัดนี้ พวกท่านต้องฟังเราให้ดี"

พระราชินีประสานมือบนโต๊ะกวาดตามองดยุคทั้งสอง

"ตอนนี้ ฝ่าบาททรงมอบโอกาสให้เราแล้ว เพราะก่อนฝ่าบาทสวรรคต ท่านได้สั่งให้กองกำลังทหารที่ดยุคทันซาโวสามารถสั่งการได้ส่วนใหญ่ไปเฝ้าชายแดนฝั่งตะวันตก ตอนนี้กองกำลังของทันซาโว ภายในเขตเมืองหลวงมีเพียงหยิบมือเดียวเท่านั้น"

"ที่เหล่ากองทหารออกไปเฝ่าระวังอาณาจักรเทรคาเดีย เมื่อหนึ่งเดือนก่อนเป็นแผนของฝ่าบาทเองหรอกหรือ พะย่ะค่ะ ทำไมจึง

ประจวบเหมาะเช่นนั้น"

ดยุคคาซันเดรียถามขึ้นมา  แต่เมื่อถามเสร็จดยุคทั้งสองต่างก็ต้องสะดุ้งเฮือกอย่างไม่รู้สาเหตุ ทั้งสองก้มหน้าลงด้วยอาการสั่นกลัว พระราชินีกล่าวด้วยเสียงเย็นเยียบ

"เรื่องนี้พวกท่านไม่จำเป็นจะต้องสนใจ  อ๊ะ  ขอโทษข้าลืมตัวไปหน่อย ทำตัวตามสบายเถิด"น้ำเสียงของพระราชินี

กลับเหมือนปกติ ดยุคทั้งสองคนเงยหน้าขึ้นสบตาราชินีด้วยอาการกล้าๆ กลัวๆ

"อะ...พระองค์...อึก...ถ้าเช่นนั้นเราก็ใช้กำลังทหารเข้าบดขยี้เจ้าทันซาโวได้เลยสิพะย่ะค่ะ"

ดยุคอานูเรียคล้ายอยากถามอะไรแต่ก็ต้องกลืนลงคอ แล้วถามอีกคำถามต่อพระราชินี

"เป็นไปไม่ได้ และเราก็ไม่อยากทำเช่นนั้น เพื่อไม่ให้เกิดการต่อต้านจึงต้องส่งทหารออกไปทั้งหมด ซ้ำร้ายดยุคทันซาโวก็ไหวตัวทัน ตรึงกองกำลังไว้ระวังภัยแถบเมืองเวเดล ถึงแม้เราระดมกองกำลังทั้งหมดเราอาจชนะก็จริง แต่ก็ยากจะหลีกเลี่ยงสงครามกลางเมือง เราไม่อยากให้เกิดขึ้น อย่างน้อยก็ไม่ใช่ตอนนี้ อีกทั้งถ้าดูสถานการณ์ของอาณาจักรอื่นขณะนี้ ถ้าเกิดเราระส่ำระสายภายในขึ้นมาต้องถูกแทรกแซงทันทีแน่ เรายิ่งไม่อยากให้เกิด และดยุคทันซาโวก็คงจะรู้ว่าเราจะคิดเช่นนี้ จึงเรียกเจ้าจอมเวทย์ตรวจจับคนนั้น มาคอยระวังเราอย่างรวดเร็วขนาดนี้ ดังนั้นเราจึงต้องวางแผนเพื่อการหลบหนีให้รัดกุมที่สุด ในขณะที่ดยุคทันซาโวก็จะคอยไล่ฆ่าเราสุดความสามารถเหมือนกัน"

พระราชินีตรัสออกมาด้วยใบหน้าจริงจัง

"ฆ่าหรือพะย่ะค่ะ ถึงกระหม่อมจะรู้อยู่แก่ใจก็เถอะ แต่หลังจากทำเช่นนั้นมันจะมีประโยชน์อะไรล่ะพะย่ะค่ะ เพราะถ้าทำเช่นนั้นประชาชนก็จะลุกฮือจนเกิดสงครามกลางเมืองขึ้นมามิใช่หรือพะย่ะค่ะ"

"เราคาดว่าดยุคทันซาโวจะต้องคิดไว้ก่อนแล้ว พวกข้ารับใช้ในวังที่อาจจะมีการรู้เรื่องเข้าอาจจะถูกสั่งให้ไปเฝ้าบริเวณหลุมศพของพระราชาลูเซียล่าที่ 3 จนจบเหตุการณ์ก็ได้ และเมื่อสั่งฆ่าข้าสำเร็จก็อาจจะออกประกาศว่า เราได้เสียใจมากที่พระราชาสวรรคตจึงหนีออกไปอยู่นอกวังก็เป็นได้ เท่านี้เหตุการณ์จลาจลที่ตามมาภายหลังก็ไม่เกิดขึ้นแล้ว และแน่นอนว่าถ้าเราหนีไปได้สำเร็จ ฝั่งนั้นก็ไม่อาจจะออกไล่ล่าเราได้อย่างโจ่งแจ้งแน่นอน ดังนั้น ถ้าเราหนีออกไปได้ดยุคทันซาโวก็ไม่อาจทำอะไรเราได้แล้วเช่นกัน"

พระราชินีทรงยกมือที่ประสานขึ้นมาบริเวณคางตาส่องประกายเจิดจรัส

"เอ้า ดยุคอานูเรียเล่าให้ดยุคคาซันเดรียฟังสิว่าเราได้สั่งอะไรท่านไปบ้าง"

พระราชินีพยักเพยิดหน้าไปทางดยุคอานูเรีย

" 'ประตูไร้กาล'ฝากคำสั่งขององค์ราชินีมาว่าให้ข้าสั่งออกไปข้างนอกว่าห้ามเข้ามายุ่ง และเข้าประตูเวทย์ตาม'ประตูไร้กาล'

เข้ามา มันมีความหมายอะไรหรือพะย่ะค่ะ มันไม่ยิ่งทำให้อีกฝ่ายระวังตัวยิ่งขึ้นหรอกหรือ"

ดยุคอานุเรียเล่าเหตุการณ์ตอนที่จะมายังห้องทรงอักษร โดย'ประตูไร้กาล'จอมเวทย์ที่ขณะนี้นั่งอยู่ข้างหลังพระราชินีพร้อมกับ 'เงาเร้นเดือนหงาย'พาเข้ามา

"เราจะใช้เป็นเหยื่อล่อ"

พระราชินีตรัสออกมา ดยุคทั้งสองทำหน้างุนงง

"ถึงขณะนี้กำลังของดยุคทันซาโวมีไม่มากดังนั้น ดยุคทันซาโวจะต้องคอยเจาะจงที่จะติดตามใครให้ได้สักคนหนึ่ง ซึ่งจะต้องเป็นหนึ่งในพวกท่านคนใดคนหนึ่ง เราจึงต้องล่อให้ทันซาโวตามคนที่ข้าจะใช้ล่อ และให้อีกคนคอยเตรียมการสำหรับหนีออกนอกเมือง"

"ถ้าเช่นนั้น ข้ายินดีเป็นเหยื่อล่อให้องค์ราชินีพะย่ะค่ะ"

ดยุคอานูเรียลุกขึ้นเอาฝ่ามือทาบที่หน้าอก

"ข้าต้องขอบคุณเจ้ามากนะ"

พระราชินียิ้มและทรงหันมามองดยุคอานูเรีย

       ณ ที่ทำการพระราชวังฝั่งตะวันตก ในห้องประชุมที่โอ่โถงมีคนนั่งอยู่ตรงนั้น เพียงสามคน

"ท่านทันซาโว ท่านจะทำอย่างไรกับสัญญาณเวทย์เคลื่อนย้ายที่ข้าตรวจจับได้ล่ะขอรับ"

ชายผุ้สวมผ้าคลุมทั้งร่างมืดสนิทพูดขึ้น เบื้องหน้าเขามีลูกแก้วหกลูกเรียงรายกันอยู่

"อืม นั่นน่าสงสัยนะ ทหารตรวจจับที่ไปลาดตระเวนบริเวณหน้าห้องของดยุคอานูเรียก็ไม่อาจจะจับสัญญาณชีพภายในห้องได้เลยเช่นกันขอรับ"

ชายที่แต่งชุดทหารที่นั่งอีกด้านพูดสำทับ

ดยุคทันซาโวซึ่งนั่งอยู่บริเวณหัวโต๊ะทำหน้าครุ่นคิด แล้วพูดขึ้นมา

"เจ้าสั่งให้ทหารตรวจจับพิเศษที่ข้าเพิ่งนำตัวมาไปดูที่ห้องดยุคคาซันเดรียซิ"

"รับทราบ"

ชายแต่งชุดทหารขานรับ เขาหลับตาซักพักหนึ่งและพูดขึ้นมาอีก

"ไปถึงแล้วขอรับ"

"ให้เจ้านั่นจับตาดูการเคลื่อนไหวของดยุคคาซันเดรียจากหน้าห้องดูว่ามีอะไรผิดปกติหรือไม่"

"เอ่อ...พบสัญญาณชีพ ดยุคคาซันเดรียยังนั่งอยู่ที่โต๊ะขอรับ"

"นั่งเฉยๆ งั้นรึ"   "ขอรับ"   "ยังไม่ขยับเลยสินะ"   "ขอรับ"

"องค์ราชินีจะต้องเอาดยุคอานูเรียเป็นเหยื่อคอยล่อให้พวกเราติดตามอย่างแน่นอน"

"ทำไมล่ะขอรับ ดยุคคาซันเดรียก็อยู่ในห้องนี่ คนที่ไปพบกับองค์ราชินีเป็นดยุคอานูเรียมิใช่หรือขอรับ"

ดยุคทันซาโวยืนขึ้น และเดินไปหาจอมเวทย์ตรวจจับที่นั่งอยู่

"นั่นก็คงจะเป็นหุ่นอาคมที่ดยุคคาซันเดรียร่ายไว้แน่ แต่ติดตรงที่ว่าเจ้าดยุคคาซันเดรียออกไปจากห้องได้อย่างไรกัน"

"อาจจะเป็นเวทย์แรกธรรมชาติก็เป็นได้นะขอรับ"

จอมเวทย์ตรวจจับพูดขึ้นมา

"ข้าจำได้ว่า ตอนที่ข้าเข้ามาครั้งแรกที่นี่เมื่อประมาณครึ่งเดือนก่อนข้ารู้สึกได้ว่ากลุ่มของ 4อัศวินที่ข้าเดินสวนไปมีคนที่ใช้เวทย์แรกธรรมชาติอยู่ขอรับ"

"เวทย์แรกธรรมชาติงั้นรึ"

"ขอรับ เป็นเวทย์ที่ไม่ใช่เวทย์ แต่เป็นเวทย์ที่ผสมกลมกลืนกับธรรมชาติ เป็นวิชาดั้งเดิมที่หาคนใช้ได้ยากมากขอรับ และเวทย์ตรวจจับไม่สามารถจะตรวจจับได้ขอรับ ดังนั้น คนที่จะเป็นคนวางแผนหลบหนีต้องเป็นดยุคคาซันเดรียแน่ขอรับ"

จอมเวทย์ตรวจจับมองไปที่ลูกแก้วใบหนึ่ง

"หึหึ ชนชั้นสูงก็เป็นอย่างนี้แหละนะ ถึงจะรอบคอบขนาดใหนก็ไม่อาจพ้นสายตาข้าไปได้หรอก ประเทศนี้อยุ่ในมือข้าแล้ว"

เมื่อดยุคทันซาโวพูดเสร็จ ก็แผดเสียงหัวเราะดังลั่น

 

       ณ ห้องทรงอักษร

"แต่ไม่ใช่หรอก เราจะใช้ดยุคคาซันเดรียเป็นตัวล่อ"

พระราชินีหันหน้ากลับมา

"ว่าอย่างไรนะพะย่ะค่ะ"ดยุคทั้งสองพูดขึ้นเป็นเสียงเดียวกัน

"เรารู้ว่ามีหมุ่ทหารที่มาจากทางเหนือเมื่อประมาณครึ่งเดือนก่อน เราคิดว่าในนั้นต้องมีพวกทหารมือดีในการตรวจจับสัญญาณชีพอยู่ ตอนนี้ ทหารคนนั้นอาจจะไปอยู่หน้าห้องของดยุคคาซันเดรียและผิดสังเกตกับการเคลื่อนไหวของหุ่นอาคมอยู่แน่นอน อีกอย่างข้าไม่คิดว่าคนฉลาดอย่างดยุคทันซาโวจะติดกับง่ายๆเช่นนี้ ดังนั้นต้องขอฝากเรื่องหนีกับดยุคอานูเรีย ขอฝากเจ้าทั้งสองคนด้วย"

พระราชินีลุกขึ้นและมองหน้าดยุคทั้งสองคน

"แล้วเจ้าทันซาโวจะไม่คิดหรือว่าองค์ราชินีจะซ้อนแผนมันได้น่ะพะย่ะค่ะ"

ดยุคอานูเรียพูดขึ้น

"จากนิสัยของดยุคทันซาโว แสดงว่าต้องดูแคลนชนชั้นสูงอยู่ไม่มากก็น้อย ดังนั้นกว่าดยุคทันซาโวจะรู้ว่าเราซ้อนแผนก็สายไปแล้ว"

"กระหม่อมขอบังอาจถามนะพะย่ะค่ะ"

ดยุคคาซันเดรียพูดขึ้นด้วยอาการเกร็ง ปนหวาดกลัว

"องค์ราชินีเป็นใครกันแน่พะย่ะค่ะ"

พระราชินีเห็นดยุคคาซันเดรียถามดังนั้นก็นำมือขึ้นปิดปากและหัวเราะเบาๆ

"นั่นสินะ ตอนที่พวกท่านเห็นเราครั้งแรกเราก็เข้าวังมากับฝ่าบาทเแล้ว พวกท่านไม่รู้ ดยุคทันซาโวยิ่งไม่รู้ เราจะบอกพวกท่านก็แล้วกัน เราคือผู้สืบทอดนามของหนี่งในสองมหาปราชญ์แห่งอุดรทิศ นามว่า 'ปราชญ์อนันตทัศน์' สายตาของเรามองได้ถึงอนาคต ดังนั้นพวกท่านจงวางใจ พวกเราจะต้องหลบหนีออกไปได้แน่ อยู่ที่ว่าพวกท่านจะทำได้ดีหรือไม่แค่นั้นเอง"

ตาของพระราชินีส่องประกายจ้าอีกครา ดยุคทั้งสองต่างตกตะลึงจนพูดอะไรไม่ออก  

edit @ 11 Dec 2011 15:49:03 by CCKNovel

Devil of valcuria part 2

posted on 28 Oct 2011 01:25 by ccknovel  in TheBOOK
.....ชายคนนั้น สัมผัสใบไม้สีแดงสดอย่างแผ่วเบา หันไปหาหัวของหญิงสาว
"ยังงดงามเช่นเดิมนะ ต้นไม้โลหิตของเจ้าพวกนี้"
หัวของหญิงสาวพลิกกลับมาตอบกลับชายหนุ่ม "อย่างไรซะพวกนี้ก็เป็นลูกๆของข้านี่ พวกชาวบ้านล่ะ"
ชายผู้นั้นเดินออกจากเงาไม้มาที่ศีรษะ ที่กำลังพูดเจื้อยแจ้วอยู่ เขาใส่เสื้อคลุมทั้งตัว
รวมถึงฮู้ดที่คลุมศีรษะอย่างมิดชิด ชายหนุ่มเดินมาประคองหัวของหญิงสาวขึ้น
"ปลอดภัยแล้ว พวกชนเผ่าโรวาเนซคอยดูแลอยู่"เมื่อพูดเสร็จ ชายหนุ่มก็เดินมาถึงรากไม้กองใหญ่ที่สุด
และวางศีรษะหญิงสาวลงบนนั้น รากไม้กองใหญ่ค่อยๆ กลายร่างเป็นหญิงสาวชาวบ้านคนเมื่อครู่อย่างช้า ๆ
คล้ายกับมีร่างคนค่อยๆผุดขึ้นมาจากพื้น เธอเดินไปยังม้าตัวหนึ่งที่นอนแน่นิ่งอยู่ ย่อตัวลงและลูบแก้มม้าดัวยความเอ็นดู
"ข้าขอบคุณเจ้าจริงๆ สำหรับยางไม้หอมระเหยของเจ้า ที่ทำให้เด็กพวกนี้ไม่โดนลูกหลงไปด้วย"
ที่แท้เหล่าม้าที่ล้มระเนระนาดก็แค่หลับไปเท่านั้น ชายหนุ่มเดินไปถึงต้นไม้โลหิตที่อยู่ข้างๆ หญิงสาว
"เป็นถึงสารระเหยที่ข้าทำมาพิเศษเชียวนะ ห่วงก็เพียงร่างกายของเจ้าที่รับสารของข้าเข้าไปมากต่างหาก"
เธอลุกขึ้นยืนสบตากับสายตาที่แสดงความเป็นห่วงภายใต้ผ้าคลุม
"ข้าไม่เป็นไรหรอก ก็เป็นสารที่เจ้าทำนี่นา ข้าเชื่อในตัวเจ้าอยู่แล้ว และยางไม้ของเจ้าทำได้ดีมากเลยนะ"
ชายหนุ่มยังคงยืนอยู่ข้างต้นไม้โลหิตตรงหน้า เผยรอยยิ้มขึ้นภายใต้ผ้าคลุม เขาหัวเราะด้วยความพอใจเบาๆ
"เป็นเกียรติมาก ที่เทพารักษ์แห่งป่าโอดิสชมข้าขนาดนี้ แต่ฆ่าจนหมดแบบนี้ เราจะถามใครกันเล่า"
หญิงสาวเผยรอยยิ้มอ่อนหวาน มองออกไปทางชายป่า
"ไม่หรอก เท่าที่ข้าสัมผัสได้ยังมีพวกของมันที่ยังมีชีวิตอยู่ที่หมู่บ้าน"
ชายหนุ่มเดินไปที่ข้างกายของเธอ "ข้าก็นึกว่าจะไม่ได้ใช้ยารีดความจริงที่ข้าทำมาแล้วสิ"
เขาหันมาหาหญิงสาวซึ่งมองไปยังควันที่ยังพวยพุ่งออกมาจากทางหมู่บ้าน ตาของเธอเริ่มเอ่อไปด้วยน้ำตา
หน้าของเธอทอแววโศกเศร้าออกมา แสงอัสดงสาดต้องร่างของทั้งสองคน ทิวทัศน์รอบๆ เริ่มกลายเป็นสีแดง
ชายหนุ่มโอบรั้งร่างอันบอบบางไว้แนบอก
"ไอมิน เจ้าไม่เหมาะกับสีหน้าเช่นนี้หรอก ไว้ใจข้าเถอะ ภายในคืนวันนี้เจ้าพวกนั้น จะต้องหายไปจากโลกนี้"
ไอมินเอาหน้าแนบอกกอดรัดชายหนุ่มไว้แน่น น้ำตาที่อั้นไว้ก็ไหลพร่างพรูออกมา
ร่างที่สั่นเทากล่าวด้วยเสียงสะอึกสะอื้น
"ข้าไม่สามารถเอาชีวิตเจ้าพวกนั้นด้วยมือของข้า ข้าไม่สามารถนำชีวิตพวกมันมาเซ่นศพพ่อกับแม่ของข้า
ข้าแค้นใจนัก แค้นพวกมัน และแค้นความไร้ความสามารถของตัวเอง จนในที่สุดชีวิตของชาวบ้านก็ต้องมาสูญเสียเพิ่มขึ้นอีก ข้าไม่สามารถทำอะไรได้เลย"เมื่อกล่าวจบ เสียงร้องไห้ก็แผดดังอย่างไม่อาจอดกลั้นเอาไว้อีก
ชายหนุ่มเลิกฮู้ดที่คลุมหน้า ผมประบ่าที่ร้อยเรียงด้วยลูกปัดเผยออกมา เขากอดร่างของหญิงสาวที่ร้องไห้
กับอกของเขาไว้แน่น มือข้างหนึ่งลูบหัวของหญิงสาวที่แผดเสียงร้องไห้ไม่ต่างกับเด็ก
"เจ้าไม่ต้องโทษตัวเองไป พลังของเจ้าเพียงใช้ได้ในป่าเท่านั้น นั่นไม่ใช่สิ่งที่เจ้าต้องแค้นใจ หากจะแค้นต้อง
แค้นเจ้าพวกนั้นที่ฆ่าคนราวกับผักปลา ข้าให้สัญญาในนามของข้า วายา จ้าวชาแมนแห่งวาลคิวเรีย เจ้าพวกนั้นต้องไม่มีชีวิตได้ชมแสงแรกของวันรุ่งขึ้น"
วายากล่าวด้วยเสียงหนักแน่น สายตาทอแววปวดร้าวและความเจ็บใจ ไอมินหยุดร้องไห้เงยหน้าขึ้นสบตากับ
ชายที่โอบกอดเธอด้วยความห่วงใย เธอกล่าวด้วยเสียงที่ยังคงสะอึกสะอื้นอยู่
"หลังจากนำหัวพวกมันมาเซ่นหลุมศพของพ่อแม่ข้าแล้ว เจ้าต้องอยู่กับข้าสักสัปดาห์หนึ่งนะได้รึเปล่า"
ใบหน้าอ้อนวอนที่ยังคงแววโศกเศร้า ทั้งยังต้องกับแสงอาทิตย์อัสดง เกิดเป็นเสน่ห์ที่ไม่อาจหักห้ามใจ
วายาโอบศีรษะของไอมินไว้และค่อยๆโน้มศีรษะลง "ได้เลยข้าสัญญา"
ริมฝีปากของทั้งสองประกบกันจนดวงอาทิตย์ลับขอบฟ้าไป
 
ติดตามตอนต่อไป....

edit @ 28 Oct 2011 09:17:05 by CCKNovel